วิธีการลดน้ำหนักโดยคุณหมอ (3)

Basal Metabolic Rate คืออัตราการเผาผลาญของร่างกายในชีวิตประจำวัน หรือจำนวนแคลอรี่ขั้นต่ำที่จำเป็นในชีวิตประจำวันดังนั้นการคำนวณ BMR จะช่วยให้ทราบปริมาณแคลอรี่ที่แต่ละคนต้องการต่อวันสำหรับการลดน้ำหนัก
การออกกำลังกายลดน้ำหนักเป็นกิจกรรมที่ดึงพลังงานไขมันส่วนเกินออกมา ในรัฐที่หัวใจมีอัตรา 130-150 ครั้งต่อนาที (ขึ้นอยู่กับเพศและอายุ) เป็นเวลา 15-45 นาทีวิธีการออกกำลังกายที่แนะนำกิจกรรมที่แนะนำเช่นการวิ่งออกกำลังกายแอโรบิกปั่นจักรยาน
การออกกำลังกายเพื่อกระชับนั้นเป็นกิจกรรมในอวัยวะนั้น ร่างกายเคลื่อนไหวในท่าทางหลายครั้งหรือมีแนวโน้มที่จะเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเป็นเวลานานทำให้เกิดความเหนื่อยล้า และความตึงเครียดของกล้ามเนื้อเช่นวิธีการออกกำลังกายที่เน้นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างร่างกาย (Pilates) หรือการฝึกด้วยน้ำหนักการออกกำลังกายที่ใช้ความต้านทาน (Weight Training)
ออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มความกระชับในเวลาเดียวกันเช่นวิธีการออกกำลังกายที่ใช้มวยกับโยคะร้อนหรือโยคะร้อนและการออกกำลังกายที่คล่องตัว

วิธีการลดน้ำหนักโดยคุณหมอ (1)

1 ทำไดอารี่อาหาร
“หมอขอให้ผู้ป่วยทุกคนพยายามสร้างไดอารี่อาหารของตัวเองซึ่งจะบันทึกทุกอย่างที่คุณกินในแต่ละวันทั้งประเภทและปริมาณอาหารจะต้องจดลงไปเมื่อสัปดาห์สิ้นสุดลงส่งการบ้านมานั่งดูด้วยกัน คุณจะเห็นว่าอาหารส่วนใหญ่ที่คุณทานนั้นเป็นอาหารตามใจชอบกินเพราะคุณต้องการไม่ใช่เพราะคุณหิวแคลอรีสูงและมีสารอาหารต่ำสำหรับร่างกายของคุณ ”
ฉันพบสิ่งแรก ฉันตกตะลึง หมอ … และเช่นนี้หลังจากทำไดอารี่อาหารเราจะรู้ได้อย่างไรว่ากินมากแค่ไหนหรือน้ำหนักลดลงเท่าไรที่จะเรียกว่าพอดี? “ฉันต้องการให้คุณคิดว่าร่างกายของคุณเป็นเครื่องชั่งด้านหนึ่งคืออินพุตที่คุณใส่เข้าไปในร่างกายอีกด้านหนึ่งเป็นเอาต์พุตจากร่างกายสภาพที่สมดุลคือทั้งสองฝ่ายมีน้ำหนักเท่ากันถ้าเราต้องการ ลดน้ำหนักเราควรลดอินพุตและเพิ่มเอาท์พุทเพื่อให้ร่างกายสามารถดึงที่จัดเก็บออกมาในรูปของไขมันเพื่อเป็นพลังงานการควบคุมปริมาณอาหารยังสามารถช่วยลดอินพุตโดยเน้นว่าการลดไม่อดอาหาร “

วิธีการลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน (3)

9. คาร์ดิโอวันละ 20 นาที
นอกจากการกระโดดเชือกการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออื่น ๆ ยังช่วยในการเผาไหม้ได้ดีไม่ว่าจะเป็นการวิ่งบนลู่วิ่งหรือวิ่งบนถนนอย่างไรก็ตามขอแนะนำให้วิ่ง 20 นาทีต่อวัน การวิ่งจะเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดถูกฉีดเข้าไปร่างกายจะไหม้ เปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมันและช่วยในการลดการสะสมไขมันในพื้นที่อื่นเช่นกัน!
10. ดื่มน้ำมะนาวทุกเช้า
นอกเหนือจากอาหารแล้วน้ำยังมีความสำคัญต่อการลดน้ำหนัก แนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นด้วยมะนาวในตอนเช้าของทุกวัน การดื่มน้ำมะนาวเช่นนี้ทุกเช้าจะช่วยดีท็อกซ์และเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น!
11. หันมาฝึกโยคะอย่างสม่ำเสมอ
โยคะไม่เพียง แต่ช่วยในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดเมื่อยเท่านั้น สุภาพสตรี แต่โยคะยังช่วยกระชับกล้ามเนื้อไม่ว่าจะเป็นหน้าท้องต้นขาหรือแขนอีกด้วยนอกจากนี้โยคะบางท่ายังช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร ช่วยให้เราขับถ่ายได้เป็นปกติ
12. นอนหลับ 8 ชั่วโมง
มันเป็นวิธีที่ง่าย แต่ใช้งานได้จริงเพราะการอดนอนจะทำให้ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนไป ซึ่งสามารถทำให้เราอ้วนขึ้น! โดยการนอนหลับอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมงจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและควบคุมการสะสมไขมัน ส่งผลให้การลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพมากขึ้น!

วิธีการลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน (1)

1. เปลี่ยนนิสัยการกินของคุณ
อาหารเช้ามีความสำคัญอย่างแท้จริง แต่ถ้าอยากลดน้ำหนักไม่ว่าเราจะกินอะไรแนะนำให้กินซีเรียล 1 แก้วกับนมอัลมอนด์หรือโยเกิร์ตและผลเบอร์รี่แทนที่จะกินข้าวเหนียวหมูย่างหรืออาหารที่มีไขมันสูงเพราะช่วยย่อยง่าย
2. มุ่งเน้นไปที่อาหารกลางวันที่มีโปรตีนสูง
สำหรับมื้อกลางวันแนะนำให้ทานอาหารที่มีแคลอรีต่ำ แต่ส่วนใหญ่มีโปรตีนสูงเช่นอกไก่อาจกินกับแตงกวาและมะเขือเทศหรือเพิ่มไข่ต้ม 2 ฟองและแครอทต้มสุกอีกเล็กน้อยเต้านมไก่เป็นอาหารที่มีไขมันต่ำแคลอรี่ต่ำและย่อยง่าย ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักมากที่สุด
3. กินของว่าง 2 มื้อต่อวัน
การกินของว่างระหว่างวันจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่ขนมนี้ไม่ใช่ขนมแคลอรี่สูง ควรเน้นที่การกินผลไม้เช่นผลเบอร์รี่หรือถ้าคุณอยากหวานและอยากกินของหวานคุณควรเลือกเจลาตินปราศจากน้ำตาลซีเรียลกรอบหรืออัลมอนด์แทนเพราะมันช่วยให้อิ่มท้อง ไม่อ้วน!
4. กินอาหารเย็นแคลอรี่ต่ำ
อาหารเย็นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณอ้วนได้ง่ายดังนั้นควรเลือกทานอาหารเย็นที่มีแคลอรีต่ำ ปริมาณแคลอรี่ของอาหารมื้อเย็นควรน้อยหลังอาหารเช้า และอาหารกลางวัน แนวคิดง่ายๆคืออาหารเช้าควรได้รับพลังงานประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ (ประมาณ 700 กิโลแคลอรี่), 35 เปอร์เซ็นต์สำหรับมื้อกลางวัน (ประมาณ 600 กิโลแคลอรี่) และ 25 เปอร์เซ็นต์สำหรับอาหารมื้อเย็น (ประมาณ 500 หรือ 400 กิโลแคลอรี) รับประทานอาหารเย็นก่อนเข้านอน 4-6 ชั่วโมง

7 วิธีทำให้ตัวเองผอมโดยไม่โยโย่ (2)

3. การเปลี่ยนนิสัยการกิน
เข้าใจว่าการเป็นผู้หญิงออฟฟิศต้องนั่งทำงานบนหน้าจอหลายชั่วโมงต่อวันไม่ค่อยมีเวลาเลือกอาหารเพื่อสุขภาพส่วนใหญ่มักจะทานข้าวง่ายๆ ตามด้วยของขบเคี้ยวกระเป๋าหนังไก่ทอดกล้วยทอดน้ำหวานกาแฟนมชานมไข่มุกน้ำดื่มไม่ค่อยได้ กินผักและผลไม้ให้น้อยลงควรเปลี่ยนไปใส่ใจกับการกินอาหารที่ครบ 5 หมู่ ไม่มีอาหารทอดไม่มีของหวานไม่มีน้ำมัน

4. คำนวณแคลอรี่
มาตรการในการคำนวณพลังงานที่ใช้ต่อวันในสภาพร่างกายปกติ การสูญเสียน้ำหนักการบริโภคอาหารพลังงานระหว่าง 1,300-1,500 กิโลแคลอรี่ต่อมาในช่วงระยะเวลาการบำรุงรักษารูปร่าง

5. น้ำมีความสำคัญมาก ดื่มมาก ๆ
ควรดื่มน้ำมาก ๆ ช่วยได้มากกับการเผาผลาญอาหารและเรื่องของผิวและในช่วงลดน้ำหนักในช่วง 2 เดือนแรกไม่ควรมีวันพิเศษ (Cheat Day) หากมีการปลงอาบัติจะไม่แตก ปรากฎว่าสิ่งที่ทำทั้งหมดอาจมีความสุข อีกวิธีคืองดแอลกอฮอล์ แต่ถ้าจำเป็นจริง ๆ เช่นเหตุการณ์ทางสังคมคุณสามารถดื่มเป็นเวลานาน

7 วิธีทำให้ตัวเองผอมโดยไม่โยโย่ (1)

1. ตั้งเป้าหมายที่แข็งแรงและผอม
หลายคนอาจตั้งเป้าหมายในการลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้วนอกจากการตั้งเป้าหมายให้ผอมเพรียวน้ำหนักแล้วควรเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เป็นวิถีชีวิตที่มีสุขภาพเพื่อที่จะได้รูปร่างผอมสวยสุขภาพดียั่งยืนไม่ต้อง คุณงดการลดน้ำหนักอย่างไม่ถูกต้องที่เคยทำมาก่อนเช่นการอดอาหาร
ส่วนที่กล่าวว่าในช่วงการลดน้ำหนักครั้งแรก เธอใช้วิธีการอดอาหารเป็นเวลาหลายสัปดาห์โดยกินเฉพาะน้ำเพื่อลดน้ำหนัก รวมถึงการทานยาทุกวันวันละ 10 เม็ดวนอย่างนี้จนกระทั่งอายุ 36 ปีรู้สึกว่าไม่มีความแข็งแรงใบหน้าโทรมไม่มีชีวิตชีวาไม่สดใสไม่สดใสรูปร่างแตกต่างน้ำหนักผันผวนและหน้าท้อง บวมตลอด (มารู้ทีหลังว่านี่คือระบบเผาผลาญ) เธอไปหาแบบจำลองของร่างกายที่สวยงามเป็นแรงบันดาลใจโดยมีเป้าหมายที่จะมีร่างกายแบบนี้ใน 6 เดือน แต่หลังจากพยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้ดูเหมือนว่า หลังจากเพียง 3 เดือนเธอเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นทั้งสุขภาพและรูปร่าง

2. เปลี่ยนเวลาพักเครื่องและเวลาปลุก
เชื่อว่าหญิงสาวหลายคนมีอาการเช่นนี้คือในตอนเช้าไม่อยากตื่นนอนทำงานบ่อยครั้งรู้สึกว่าลาดี? ไม่อยากไปทำงานเลยหลังจากทำงานตอนดึกกลับถึงบ้านดึก กินแล้วนั่งบนอินเทอร์เน็ตจนถึงเที่ยงคืนหลังเที่ยงคืนถึงเวลานอนแล้ว พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ร่างกายพังทลาย ไม่สดชื่นควรปรับนาฬิกาให้มีชีวิตใหม่ทั้งเวลานอนและเวลาตื่นคือจากเดิมเคยตื่นตอน 8 โมงเช้า (ทำงาน 9 โมงเช้า) เปลี่ยนเป็น 6 โมงเช้า ตอนเช้า. หลังจากตื่นนอนดื่มน้ำ 1 แก้วใหญ่ออกกำลังกายและกินอาหารเช้า สำหรับตอนเย็นเมื่อกลับถึงบ้านออกกำลังกายและควรเข้านอนเวลา 23.00 น. หรือไม่ควรข้ามเที่ยงคืน